**กำเนิดแสงแห่งธรรม**

((รูปท่านพระอาจารย์ที่เคยไปปฎิบัติธรรมในสมัยนั้น))

3

 

ภาพในอดีตสมัยออกธุงดงส์ไปกับพระอาจารย์ค่ำไหนปักกลดที่นั้นเป็นชีวิตที่ราบเรียบไร้กังวลมากในสมัยนั้น

ยามเย็นของฤดูกาลปลายหนาวต้นร้อนของเดือนมีนาคม - เมษายนในสมัยนั้นอากาศอะไรจะดีกว่าปัจจุบันนี้มากเป็นไปตามฤดูกาลของอากาศเพราะป่าไม้ความร่มรื่นยังมีมากช่วงนั้นข้าพเจ้าได้ออกปั้นจักรยานไปตามเส้นทางเรือยๆ เพื่อเทียวตามประสาเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยู่บ้านไม่ติดขี่จักรยานคันกลางเก่ากลางใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาสะดุดตาร่มเหลือง ๆ อยู่ชายป่าแห่งหนึ่งซึ่งสมัยนี้เป็นถนนตัดใหม่และท่างด่วนและหมู่บ้านจัดสรรไปหมดแล้วไม่หลงเหลือความเป็นธรรมชาติเหมือนในสมัยก่อนให้เห็นซึ่งสมัยนั้นแถวคลองจั่น เขตบางกะปิไปมุมไหนแห่งไหนจะมีทุ่งนาเป็นป่ารกชันไม่เหมือนกับสมัยปัจจุบันดังกล่าว..ข้าพเจ้าหยุดรถจักรยานดูให้ถนัดตาว่าใครมาทำอะไรและเป็นสีเหลือตามประสาเด็กที่ยังไม่ทราบว่าคืออะไรก็เป็นอันเห็นได้ถนัดตาเป็น "กลดพระธุงดงส์" ซึ่งท่านนั่งอยู่ภายในกลดกำลังง่วนอยู่กับตำหรับตำราของท่านอยู่ ข้าพเจ้าก็เลยเดินเข้าไปใกล้ ๆกลดและนั่งลงข้าง ๆกลดของท่านแล้วก็ก้มลงกราบพร้อมกับถามว่า*หลวงพ่อมาจากไหนท่านหันมามองพิจารณสักพักท่านก็ตอบว่า "อัตตมาธุงดงส์ผ่านมา"จะธุงดงส์ไปเรื่อย ๆ" จากวันนั้นมาข้าพเจ้าก็เที่ยวไปเทียวมาพร้อมกับศึกษาธรรมพร้อมกับการทำสมาธิจิตและฝึกฝนทางด้านทางจิตกับท่านมาตลอด และพร้อมกับปฎิบัติธรรมไปในตัวโดยหลวงพ่อท่านแนะนำให้ข้าพเจ้าถือศิลอุโบสถศิล คือ มีศิล 5 และศิล 8 ไม่ทานข้าวมื้อเย็นแต่แต่น้ำหวาน ๆ ก็ไม่ให้ทานได้แต่ดืมน้ำเปล่าๆ อย่างเดียวด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในพระธรรมข้าพเจ้าก็ปฎิบัติตามโดยอย่างเคร่งครัดในระยะนั้น จนถึงที่สุดจิตใจขณะนี้ไม่อย่าวุ่นวายกับเรื่องทางโลกเลยดูอะไรมองอะไรรอบ ๆข้างตัวเองเป็นกิเลสไปเสียหมด.จนถึงที่สุดเข้าปฎิบัติเต็มตัวโดยการ กินข้าววันละมื้อเดียวไม่กินเนื้อสัตว์ (ถือเจ) เวลาไปไหนมาไหนจะไม่สวมร้องเท้าโดยการเดินเท้าเปล่าว ๆแดดร้อนขนาดไหนก็ต้องอดทนในการปฎิบัติในครั้งนั้นอย่างมาก จะหนาวจะร้อน ก็ต้องอดทนในการปฎิบัติ ซึ่งทางพระธรรมท่านผู้ปฎิบัติได้ถึงขั้นนี้ถือว่าเป็น "พระโสดาบัน"หรือขั้นเลยไปถึง"พระสักคทาคามี"จนกระทั้งหลวงพ่อหรือพระอาจารย์ท่านจะต้องออกธุงดงส์เดินทางต่อไปข้าพเจ้าก็อยากจะติดตามปฎิบัติท่านไปด้วยแต่ก็ยังติดภาระทางโลกอยู่ก็คือต้องเรียนหนังสือซึ่งสมัยนั้นข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ระดับชั้นประถมอยู่จะขึ้นมัยธมต้นอยู่ก็ต้องทำใจภาระทางโลกแต่ก็ไม่ลืมในการปฎิบัติธรรมที่ศึกษาเคร่งครัดมาตลอดในระยะนั้นพอถึงช่วงระยะปิดเทอมมาข้าพเจ้าก็หาโอกาศติดต่อท่านโดยอาศัยการติดต่อทางจิตหรือเรียกว่า (โทรจิต) ไม่ใช้มีสือสารโทรศัพท์มือถืออะไรแบบนี้สมัยนี้ โดยท่านเคยบอกไว้ว่าถ้าจะติดต่อท่านให้เข้าสมาธิจิตให้ลึกตามที่ปฎิบัติฝึกฝนกับท่านมาท่านก็จะทราบว่าและนัดหมายว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนให้ไปหาที่ไหนได้ ่(นับเป็นเรื่องแปลกมาก)ในสมัยนั้นปัจจับันไม่สามารถติดต่อท่านได้แล้วเนื่องจากครั้งหนึ่งเคยไปธุงดงส์กับท่านที่จังหวัดตรังซึ่งเป็นข้าพเจ้าและผู้ติดตามอีกหนึ่งคนซึ่งผิดหวังในเรื่องชีวิตมาปฎิบัติกับข้าพเจ้าด้วยพร้อมกับหลวงพ่อท่านเข้าไปปักกลดกลางป่าสวนยางในสมัยนั้นเป็นป่ารกชันลึกการเดินทางค่อนข้างจะลำบากในค่ำวันหนึ่งหลังจากได้ปฎิบัติภาระกิจทั้งส่วนตัวและอบรมปฎิบัติธรรมเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็จะหันกลับเข้าที่พัก (กลด) ท่านก็ทักว่า "หนู" ท่านเรียกข้าพเจ้าว่า หนู อยู่ก่อนนะข้าพเจ้าก็ งง ๆ ว่ามีอะไรคิดในใจแต่ก็ฟังท่านดีกว่าจะเดาเหตุการณ์ท่านก็ก้มหน้านิดหนึ่งพร้อมกับเงียบไปสักพักว่า..พูดด้วยเสียงค่อยๆ แต่หนักแน่นว่า "พรุ่งนี้ญาติจะมารับแล้วนะ"และอาจจะไม่เจออัตตมาอีกนะ"ข้าพเจ้าก็รู้สึกแปลก ๆว่าท่านทราบได้อย่างไรและก็อีกความรู้สึกใจหายเหมือนกันคิดว่าท่านจะเป็นอะไรแต่ทางปฎิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้กังวลอะไรไปล่วงหน้า หรือว่า "วิตกจริต" ไปก่อนที่ยังมาไม่ถึงเป็นหนทางแห่งความเสื่อมธรรม ข้าพเจ้าก็ถามท่านว่าทำไมหรือครับท่าน ท่านก็ไม่ได้ตอบอะไรละเอียดมากเพียงแต่ย้ำว่า พรุ่งนี้เช้าทานข้าวเช้าเสร็จแล้วก็เตรียมตัวนะเท่านั้นเองจากนั้นท่านก็ให้กลับไปพักผ่อนได้และอย่าลืมแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และวิญญาที่ยังวนเวียนในที่นี้อยู่ให้เขาด้วยนะ" ข้าพเจ้ารับคำปฎิบัติท่าน"

*ภาพในอดีตสมัยออกธุงดงส์ไปกับพระอาจารย์หลังจากออกบิณฑบาตรแล้วจะกลับมาที่พักเพื่อปฎิบัติธรรม*

***รุ่งเช้าของวันใหม่หลังจากปฎิบัติภาระกิจออกเดินตามบิณบาตรกับท่านเรียบร้อยแล้วก็กลับมาที่พัก (กลด) ก็เตรียมตัวถวายภัตตาหารเช้าท่านซึ่งทั้งข้าพเจ้าและหลวงพ่อท่านจะฉันวันละมื้อเดียวและผู้ติดตามปฎิบัติธรรมด้วยเรียบร้อยแล้ว พอสาย ๆ ในวันเดียวกันข้าพเจ้าก็ต้องตกใจ ลุงข้าพเจ้าบุกบันสืบเสาะมาหาจนถึงที่พักในป่าได้ สอบถามชาวบ้านแถวนั้นจนพบข้าพเจ้าบอกให้ข้าพเจ้ากลับไปบ้านได้แล้วเพราะถึงเวลาจะเปิดเทอมแล้ว ทางบ้านข้าพเจ้าเกรงว่าข้าพเจ้าจะไม่กลับเพราะยังห่วงอยู่ยังเด็กอายุไม่มากเท่าไรเกรงว่าจะไปไม่รอดดังกล่าวก็เป็นอันว่าตามที่หลวงพ่อบอกไว้เลยซึ่งขึ้นวาระจิตขั้นนี้เรียกว่า มีจิตล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ระยะใกล้ๆ มาก.เรียกว่า "เจโตปริญาญ"หรือเจโตวิมุต" ซึ่งการปฎิบัติจิตขึ้นนี้เรียกว่าขั้น "อภิญญา"ซึ่งปัจจับันหาน้อยมากผู้ปฎิบัติขั้นนี้ซึ่งมาในระยะหลายปีผ่านมาข้าพเจ้าพยายามฝึกฝนให้ถึงขั้นนี้ที่มาใช้ในการประกอบดูดวงทางสมาธิจิตในปัจจุบันนี้"แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ใช้จะได้ถึงขั้นสูงสุดเท่ากับพระอาจารย์ผู้ถ่ายทอดให้ได้เพียงแต่เอาประกอบในการทำนายดวงทางสมาธิจิตสัมผัสทางดวงเหตุการณ์ต่างๆ ได้เท่าที่ออกมาเท่านั้นนานนับเกือบยี่สิบกว่าปีมาแล้ว.ซึ่งหลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็ติดต่อท่านไม่ได้อีกเลยและไม่พบท่านพระอาจารย์อีกเลยในสมัยนั้น

**********************************

**สภาพปัจจุบันถนนหนทางเจริญขึ้นมาแล้วสมัยมาปฎิบัติธรรมที่นี้แต่ก่อนเป็นถนนลูกรังต้องอาศัยการเดินทางด้วยเท้าไปปฎิบัติด้วยความเพียร**

**ค้นพบตำราสูตรเทพ**

**ก่อนจะทำพิธีบูชาควรจะจัดเครื่องบูชาครูครบถ้วนตามตำราก่อนทุกครั้ง**

**หลังจากศึกษาทางด้านวิปัสนากรรมฐานกับท่านพระอาจารย์(นิรนาม)มาเป็นเวลาสองปีเต็มจากนั้นก็เสาะแสวงหาอาจารย์ทั้งพระและฆราสที่เก่ง ๆทางด้านวิชาอาคมและการฝึกฝนพลังจิตต่างๆเกือบอีก5ปีอาทิเช่น.อาจารย์ลุงหมอโด่งดังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในสมัยนั้นท่านจะเก่งเฉพาะทางด้านเรื่องฝังรูปฝังรอย (ฝังหุ่น)พร้อมกับศึกษาตำหรับตำราของวัดประดู่ในโรงธรรม(อาจารย์เทพสาริบุตร)ซึ่งได้รับตำรามาทำพิธีครอบครูไวัศึกษาทั้งด้านคงกระพันชาตรี,เสน่ห์,เมตตตา,มหานิยม,ผูกหุ่นพยนต์,มหายันต์ต่างๆ ลบผงพุทธคุณ,จนจบกระบวนความ,จนถึงที่สุดแห่งตำราที่ศึกษาก็ยังไม่แล้วจบเพราะในใจว่ายังต้องมีวิชาทางศาสตร์แห่งนี้มีอีกมากมายนักความรู้แค่นี้คงจะยังไม่สามารถไปช่วยเหลือผู้ใดได้จริงจังก็ยังค้นคว้าต่อไปอีกเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนวิชาอาคมกับทั้งฆราสและพระธุงดงส์ต่าง ๆที่พบเจอในสมัยนั้น จนล่วงเข้าปี พ.ศ.2528 ในปีนั้นบิดา (พ่อ) ของข้าพเจ้าก็ผู้ให้กำเนิดมาเสียชีวิตลงในปีนั้นซึ่งขณะนั้ข้าพเจ้าก็ยังค้นคว้าศึกษาตำราต่างๆอยู่จนก็มีได้โอกาศอีกครั้งได้บวชทดแทนพระคุณครั้งสุดท้ายต่อผู้ให้กำเนิดกับพี่ชายของข้าพเจ้าบวชอยู่ 1 พรรษา ณ.วัดชีผ้าขาว อำเภอบางน้ำเปรียว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นวัดพระเกจิชื่อดังท่านหนึ่งที่หาจับยากรูปหนึ่งซึ่งปัจจับันอายุท่านมากแล้วสมัยนั้นหลวงพ่อท่านยังหนุ่ม ๆ อยู่แต่ท่าทางลัษณะของท่านข้าพเจ้าเจอกับท่านครั้งแรกกลัวมาก เวลาท่านเดินไปไหนมาไหนท่านมักจะถือ "มีดหมอ" เล่มขนาด 9 นิ้วเห็นจะได้ในบริเวณรอบวัดท่าน ขนาดคนเมาเหล้าเดินเข้ามาในบริเวณวัดท่าน ถ้าเห็นหลวงพ่อท่านอยู่เดินยืนอยู่ก็ตาม จะหายเมาทันที่ก็เป็นนับเรื่องแปลกประการหนึ่งในสมัยนั้น.ซึ่งหลวงพ่อท่านมีจิตอภิญญาขั้นสูงระดับหนึ่ง (เกจิชั้นหนึ่ง) ในสมัยนั้นมีพลังมหาอำนาจ,เมตตาสูง,ใครอยู่ใกล้ๆ จะรู้สึกเกรงขามและก็มีเมตตาในตัวข้าพเจ้าก็ถือได้โอกาศอันนี้ในการบวชทดแทนพระคุณเพื่ออุทิศให้กับคุณบิดาของข้าพเจ้าในครั้งเท่ากับได้มีโอกาศฝากตัวเป็นลูกศิษย์เพือได้ฝึกกรรมฐานสมาธิจิตอีกขั้นหนึ่งกับพระอาจารย์ท่านซึ่งเป็นพระอุปชาย์ให้ข้าพเจ้าและพี่ชายของข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วยพร้อมกัน

   ***หยั่งรู้ญาณผู้อื่น...ค่ำของคืนหนึ่งหลวงพ่อท่านเรียกข้าพเจ้าเข้าไปหาแล้วให้ข้าพเจ้านำผ้าประเดนของข้าพเจ้าเองมาให้ท่าน ข้าพเจ้าก็งงๆอยู่ก็นำถวายให้ท่านไปท่านก็นำปากกาออกเขียนอักขระขอมซึ่งข้าพเจ้าก็พอจะอ่านตามไปได้ในสมัยนั้นเป็นอักขระพระคาถาพระเจ้า 5 พระองค์และยันต์ครอบจักรวาลซึ่งเป็นยันต์ชั้นสูงยันต์หนึ่งซึ่งปกติท่านจะไม่ลงให้ใครง่าย ๆ บางคนมารอให้ท่านทำให้ยังไม่ได้ก็มีแต่ข้าพเจ้ากับได้ก็รู้สึกดีใจในขณะนั้น เสร็จแล้วก็เป่าเสกสัก 2 นาทีเห็นจะได้ท่านก็ยืนให้แล้วบอกว่าเก็บไว้ดี ๆเวลาไปฆราสครองเรือนจะได้ปกป้องกันอันตรายคุณไสย108ภาษาได้คลาดแคล้วปลอดภัยและยามขับคันจะกำบังกายได้.เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็ก้มลงกราบท่านพระอาจารย์ท่าน (ต้องขอสงวนนามชื่อท่านพระอาจารย์ซึ่งท่านไม่ชอบให้ชื่อเสียงโด่งดังอะไรสมัยนั้นมีนักข่าวจะมาทำข่าวเกี่ยวกับปาฎิหารท่านท่านยังไม่รับให้ลงถ่ายรูปใด จะถ่ายรูปท่านก็ยังไม่ติดถ้าไม่อนุญาติ ซึ่งเอาไปล้างฟิมล์แล้วเป็นมัว ๆ ดำ ๆ ก็มี.) ตอนหลังข้าพเจ้าเห็นนักข่าวมาที่วัดอีกที่ก็ได้พบถาม พอข้าพเจ้ารับผ้ายันต์เสกท่านแล้วท่านก็บอกว่า"คุณก็มีดีในตัวนะ.มีญาญที่ทราบล่วงหน้าได้นะ"ในสมัยนั้นข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบเป็นอย่างไรก็เลยเก็บความสงสัยไว้และศึกษาเกี่ยวกับพลังตาทิพย์อีกในระยะปีต่อมาหลังจากสึกมาจาก**กระทั่งคืนหนึ่งจากที่สึกจากพระเสร็จสิ้นงานศพบิดาแล้วก็ค้นคว้าตำราอีกมากมายในค่ำคืนหนึ่งขณะกำลังจะเข้าสู่จิตภวังค์ฌาณขึ้นที่ 1 หรือ ภาษาธรรมเรียกว่า "ปฐมฌาณ" และตามด้วย ทุติยฌาญ จะเข้า ตะติยะฌาญ ก็สะดุดมีนิมิตเป็นพระภิกษุรูปร่างผอม ๆ แก่ ๆถือไม้เท้ายาวเดินเข้ามาในขณะทำสมาธิจิตอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็แปลกใจเพ่งในฌาณขณะนั้นว่าเป็นพระที่ไหนพอมาใกล้ๆนิมิตในสมาธิจิตชัดเจนยิ่งขึ้นก็มีความรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นพระภิกษุชรานี้ที่ไหนนะ..(ประสบการณ์อันนี้นักข่าวจากนิตยสารมหัศจรรย์เคยนำไปลงในคอลัม"สิ่งลี้ลับ" เหมือนปีพ.ศ.2530 (ถ้าจำไม่ผิด)เห็นจะได้เดี่ยวนี้ไม่เห็นมีวางจำหน่ายแล้ว นิตยสารมหัศจรรย์ ) จากนั้นพระภิกษุชราถือไม้เท้านั้นท่านก็หยุดตรงหน้าข้าพเจ้าขณะทำสมาธิจิตนิ่งอยู่ก็บอกว่า "ข้าจะถ่ายทอดพลังเทพให้ต่อไปเจ้าจะต้องเอาไว้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากต่อไป" จากนั้นก็นิมิตรนั้นก็ค่อยๆ จางๆ หายไปคล้ายกับเป็นอากาศธาตุ เป็นเหมือนควันหมอกไอหมอกจางๆ หายไป จากนั้นก็ออกมาจากสมาธิจิตนั่งคิดว่า เอ๋...เราเป็นอะไรไปหรือว่าฝึกฝนสมาธิมากเกินไปหรือเหมือนกับฝันหรือว่าจะบ้าไปแล้วละก็นั่งคิดอยู่สักพักใหญ่ก็ล้มตัวลงนอนในเวลาขณะนั้นก็ประมาณตี 3 จะ ตี4 นาฬิกาแล้ว **

***วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าไปทำธุระที่แถววัดราชนัดดาวรวิหารสมัยนั้นจะมีโรงหนังเฉลิมไทยเก่าตั้งบังอยู่หน้าวัดราชนัดดาซึ่งปัจจุบันได้รื้อไปแล้วข้าพเจ้าก็เดินดูเกี่ยวกับพระเครื่องและหาหนังสือธรรมะมาอ่านเพื่อศึกษาให้ลึกลงไปอีกขั้นเพราะเท่าที่ศึกษามาก็จะเก็บเล็กประสมน้อยให้มากไปอีกข้าพเจ้าจะถือว่ายังไม่เก่งในสมัยนั้นถือว่าอ่อนหัดมากประสบการณ์ก็ไม่มีมากจึงต้องค้นคว้าไปอีกกระทั่งมาสะดุดตรงร้าน ๆ หนึ่งซึ่งเขาจะมีขายรูปพระเกจิอาจาย์ชื่อดังทั่วประเทศ อาทิ หลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง.หลวงปู่แหวน แห่งวัดดอยแม่ปั้ง จ.เชียงใหม่ ท่านที่ศึกษาประวัติเถระเกจิจะต้องรู้จักทุกท่าน แต่ก็ไม่สะดุดอะไรเท่ากับรูปพระภิกษุชราถือไม้เท้าข้าพเจ้ารีบหยิบขึ้นมาดูทันใช้เลยๆ เป็นรูปเดียวที่ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตรสมาธิจิตในคืนนั้นรีบอ่านหาชื่อท่านว่าคือหลวงพ่ออะไร ด้านล่างขอบรูปจะเขียนว่า "หลวงปู่ศุก วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ข้าพเจ้าขนลุกขึ้นมาทันที่ว่า "โอ้ หนอ" นี้หรือเขาเรียกว่า ปาฎิหารมีจริงๆ หรือการการสัมผัสจิตในครั้งนั้นข้าพเจ้าสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้วจึงได้นิมิตสมาธิขึ้นมาที่สามารถติดต่อกับโลกกายทิพย์ได้จึงเกิดปิติในจิตอย่างดีจึงรีบซื้อบูชารูปนั้นมาไว้จนะกระทั่งวันนี้ (ในเว็ปนี้ทางหมอลงไว้ในคลิกไปดูได้นะครับ)รูปนี้เกือบยี่สิบกว่าปีมาแล้วนะครับ (คลิก) จากนั้นข้าพเจ้าเวลาจะเข้าสมาธิจิตจะสัมผัสท่านได้ตลอดเวลาและท่านยังมีเมตตาบอกพระคาถาต่างๆ ไม่ว่าการบูชารูปหล่อท่านตอนหลังท่านให้นำรูปของเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรเขตอดุมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทยมาบูชาอีกและนิมิตบอกพระคาถาบูชาและพระคาถาต่างๆ อีกมากมายจนกระทั่งข้าพเจ้าเรียกพระคาถาที่ได้มาจากการสัมผัสจิตนี้เรียกว่า "พระคาถาสูตรเทพ"ถึงปัจจุบันนี้

***สืบสานสายตำราหลวงปู่ศุกวัดปากคลองมะขามเฒ่า**

**ครั้งต่อมาล่วงมาอีกหนึ่งปีข้าพเจ้าเที่ยวตระเวณศึกษาอีกไม่หยุดเพราะถือว่ายิ่งศึกษามากก็ยิ่งได้ความรู้เพิ่มพูนไม่เสียและไม่แก่เกินเรียนใดๆ ก็ตามพร้อมกับนำวิชาบางอย่างที่ข้าพเจ้าเรียนสำเร็จและได้ผลดีมาช่วยชาวบ้านไปทั่วทั้งเพื่อนมิตรสหายและญาติโดยเฉพาะสมัยนั้นข้าพเจ้าจะชำนาญเรื่องการดูดวงทางน้ำมนต์โดยการหยดน้ำตาเทียนลงในน้ำแล้วใช้จิตเพ่งกสิณที่ฝึกฝนมาอย่างดีจะสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำจนกล่าวขวัญไปทั่วปากต่อปากบอกกันต่อ ๆ จนไม่มีเวลาพักผ่อน เดี่ยวคนโน้นดึงไปที่คนนี้ดึงไปทีจนกระทั่งรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ค่อยมีเวลาจนในที่สุดก็หนีปลีกตัวเก็บตัวไม่รับดูดวงทางน้ำมนต์อีกออกไปอยู่ต่างจังหวัดที่จังหวัดสระบุรี อำเภอหนองแค ซึ่งสมัยนั้นอำเภอหนองแคนั้นเป็นทุ่งนาป่ารกชันมากซึ่งข้าพเจ้าไปอยู่กับวัดแห่งหนึ่งในนอกตัวอำเภอหนองแคซึ่งมีเพื่อนที่รู้จักกันโดยบังเอิญสมัยที่หลังจากเคยสึกจากพระมาก็มารู้จักซึ่งตอนหลังท่านก็ได้ไปบวชพระเหมือนกันอยู่ที่วัดหนองแค จ.สระบุรีก็เลยปลีกตัวหนีความวุ่นวายในกรุงเทพสมัยนั้น (ปัจจุบันกรุงเทพวุ่นวายกว่า 100 เท่านัก) สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีรถรามากเหมือนสมัยนี้ ทางด่วน รถไฟฟ้า ใต้ดิน บนดินไม่มีหรอกสมัยนั้นเรีกยกว่าไป รังสิตเลยไปหน่อยก็เป็นป่าหมดแล้วสมัยนั้นเดี่ยวนี้ ห้างเต็มไปหมดแถมใยแมลงมุมก็มีมาก (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) แต่มายุคปัจจุบันข้าพเจ้าเองก็ต้องมาพึ่งใยแมลงมุมอยู่ดีหวังว่าผู้อ่านคงจะเข้าใจนะครับ.คำว่าใยแมลงมุมก็คือ คลื่นความถึ่ทั้งหลาย โทรศัพท์,อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เป็นต้น**ซึ่งไปเก็บตัวปฎิบัติอยู่ที่วัดหนองแคนั้นนานหลายเดือนเรียกว่าไปเป็นลูกศิษย์หรือเข้าใจ ง่าย ๆ ก็คือเด็กวัดนั้นแหละอยู่กุฎิเดียวกับพระเพื่อนขนาดอยู่สงบ ๆแล้วก็ยังไม่วายไปเจอทุกข์ชาวบ้านสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นโรคภัยไข้เจ็บอะไรไม่ค่อยไปหาหมอปัจจุบันมักจะมีความเชื่อเรื่องผีปิศาจเข้าก็เป็นจริงยังที่เขาเชื่ออยู่..แต่บางอย่างเป็นโรคในตัวเขาเขาก็ยังหลงเชื่อว่าเป็นโรคผีกระทำเขา ข้าพเจ้าเองก็ศึกษามาทั่วกระบวนความเหมือนกันแล้วก็อดช่วยเหลือให้เขาไม่ได้ทำเป็นน้ำมนต์บ้าง น้ำมันมนต์บ้าง ว่านยาบ้างให้เขาไป หายก็มี ไม่หายก็มี ไอ้ที่ไม่หายนะ เพราะเป็นโรคในตัวเขา ส่วนที่หายก็เป็นโรคที่โดนคุณไสยจริง ฉะนั้นถ้าเป็นโรคในตัวเสกเป่าอย่างไรก็ไม่หายดอก..ท่านเอ๋ย..ต้องรักษาด้วยแพทย์ปัจจุบัน โรงพยาบาลนั้นแหละแน่นอนที่สุด แต่ถ้าเป็นโรคคุณของไสยแล้วก็ต้องรักษาให้ถูกจึงจะหายเช่นกันไป ๆมาๆความวุ่นวายก็มาถึงอีกก็เลยคนมากขึ้นไม่มีเวลาพักผ่อนและศึกษาหาความรู้วิชาอาคมอีกและปฎิบัติสมาธิก็เลยคุยกับเพื่อนพระว่าถ้าจะไม่ไว้อีกแล้วละวุนวายหนีกรุงเทพเพื่อมาหลบมาศึกษาธรรมให้เงียบสงัดกับมามีชาวบ้านวุนวายอีกแล้วจนกระทั่งนึกขึ้นได้ครั้งหนึ่งเคยได้ข่าวมีพ่อครูพราหม์สุทโธอยู่จังหวัดนครสวรรค์ท่านเก่งเรื่องแก้คุณ แก้ของเสน่ห์ยาแฝด ,เสน่ห์ต่างๆ ก็เลยอยากไปอยู่จ.นครสวรรค์เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมอีก พระเพื่อนก็บอกว่า ก็ดีเราจะไปศึกษาเป็นเพื่อนด้วยคนเป็นว่าตกลงออกจากวัดหนองแคบอกกล่าวรำลาหลวงพ่อที่วัดเจ้าอาวาสทันแล้วก็เดินทางไปทันที่

ศึกษาตำหรับพระเวทย์สายหลวงปู่ศุขจากพ่อครูพรามหณ์สุทโธจ.นครสวรรค์

   บ่ายแก่ๆของวันเดียวกันกับเพื่อนพระด้วยกันก็ลงจากลงประจำทางในสมัยนั้นมีสายทอดเดียวต้องขึ้นต่อจากปากทางจังหวัดนครสวรรค์ไปอีก 30 กิโลเห็นจะได้สมัยนั้นถนนหนทางก็ไม่เหมือนสมัยนี้ ตัดสายใหม่ย่อเส้นทางให้ใกล้ๆเดินทางสะดวกสบายกว่ามากกว่าจะถึงก็เย็นค่ำ หลังจากลงจากรถประจำทางเรียบร้อยแล้วก็หันซ้ายหันขวากับพระเพื่อนคงจะเป็นที่โล่งๆมีบ้านบริเวณกว้างขวางมากด้านหลังออกไปก็เป็นทุ่งนาไกลสุดหูสุดตา ซึ่งสมัยนั้นบ้านท่านพ่อครูพรามห์สุทโธจะเป็นโรงเรียนเด็กเล็กก่อนเข้าโรงเรียนจริงๆ เตรียมอนุบาลอะไรทำนองนี้ ซึ่งหลังจากเข้าไปแล้วก็เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคิ้วเข้มยืนตระหง่าอยู่ระหว่างทางเข้าบ้านเห็นแล้วรู้สึกเกรงขามอายุอานามในตอนนั้นท่าน 80 กว่าปีแล้วแต่ดูแล้วไม่ค่อยจะแก่เท่าไร ดูแข็งแรงมาก.แต่มาทราบหลังว่า จริง ๆสุขภาพท่านก็ไม่ค่อยจะสบายเท่าไรมีโรคประจำตัวท่านอยู่แต่ก็ดูท่านแข็งแรงมาก ข้าพเจ้าและเพื่อนพระก็เข้าไปกราบท่านพร้อมกับบอกความประสงค์ว่าขอสมัครร่ำเรียนวิชาอาคมกับท่านท่านก็น้อมรับและจองหน้าข้าพเจ้าและเพื่อนพระแป๊ปหนึ่งก็เอ่ยว่า..เรียนได้แต่อย่านำไปใช้ทางผิดศิลธรรม ข้าพเจ้าและพระเพื่อนก็น้อมรับคำ

    เย็นนั้นหลังจากนั่งสทนากับพ่อครูพราห์ณสุทโธท่านแล้วก็แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวของแต่คนเสร็จคืนนั้นก็มาทำพิธีรับมอบวิชาอาคมกับท่านซึ่งทำการประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เต็มกำลังโดยการมีขันธ์คู่มีขันครูแปด ซึ่งพ่อครูท่านจะถือขันธ์ครูแปด (8) พร้อมกับปัจจัยตามกำลังศรัทธาเท่าที่มีในสมัยนั้นแล้วท่านก็ประสิทธิ์ประสาทให้มาซึ่งมีหลายวิชการมากทั้งคงกระพันชาตรี ปลุกหุ่นพยนต์,ปลุกผี,เรียกผี แต่ที่เด่นที่สุดและเป็นวิชาเอกที่สุดก็คือวิชาแก้และกันคุณไสย 108 ภาษาและมัดจิตเสน่ห์หญิงชายให้หลงใหล ซึ่งปัจจุบันข้าพเจ้านำมาดัดแปลงและพลิกแพงไปทางด้านพุทธคุณหมดแล้วจะไม่รับทำเสน่ห์แบบทางมนต์ดำแต่จะเน้นทางด้านพุทธคุณเป็นหลักใหญ่โดยการผสมผสานวิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาจากพ่อครูพราห์สุทโธ แห่งจังหวัดนครสวรรค์มาเป็นบรรฐานที่ได้รับผลดี ..

**เช้าวันใหม่ข้าพเจ้าและเพื่อนพระด้วยกันก็ทานอาหารเช้าเสร็จก็เข้าไปกราบรำลาพ่อครูพราหม์ท่าน ท่านก็สั่งว่าวิชาอาคมตำราที่มอบให้ไปนั้นขอให้หมั่นสวดท่องบ่นทุกเช้าค่ำเป็นนิจศิลอย่าได้ขาดจะเสริมสร้างพลังอำนาจให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ และที่สำคัญเรียนไม่ถึง5ปีห้ามประสิทธิ์ให้ใครต่อเด็ดขาดข้าพเจ้าและเพื่อนพระก็น้อมรับคำทุกประการหลังจากนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนพระด้วยกันก็มักจะขึ้นไปศึกษาต่อวิชาอาคมอยู่เสมอจนสองถึงสามปีเห็นจะได้จนกระทั่งเพื่อนพระได้สึกมาเป็นฆราวาสครองเรือนตามปุถุชนคนธรรมดาก็แยกย้ายกันไปข้าพเจ้าก็กลับมาสู่กรุงเทพอีกครั้งเพื่อเปิดเป็นสำนักเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ร้อนต่อไป นี้ก็เป็นประวัติโดยสังเขปยังมีที่ประสบการณ์อีกมากมายที่อยู่ระหว่างช่วยเหลือชาวบ้านที่อำเภอหนองแคจังหวัดสระบุรี เช่นครั้งหนึ่งเจอผีตายโหงลองดีมาทดสอบ และ ผจญภัยอาถรรพณ์กับกรุสมบัติเก่าโบราณซึ่งเข้าไปกับพ่อกำนันในสมัยนั้นเพื่อนั่งสมาธิจิตสัมผัสหาสมบัติโบราณแล้วเจออาถรรพณ์หาทางของไม่เจอภาษาโบราณาท่านเรียกว่า (ว่ายบก) เห็นเป็นมีน้ำป่าไหลมาแต่จริงไม่มีเป็นภาพลวงตาอันนี้ก็ประทับใจและเจอประสบการณ์จริงแบบนั้นถ้ามีโอกาศอยากจะเล่าอีกมากยรวมทั้งไปเจออิทธิฤทธิ์ตอนตั้งศาลเจ้าแม่ตะเคียนทองที่จังหวัดฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) และอีกมากมาย

*****************************************************